“ทีมชาติชุดไหน ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา?”

หากเปิดประเด็นถามแบบนี้ เชื่อว่าคำตอบของกองเชียร์ยุคหลังหลายๆ คน คงนึกไปถึงทีมชาติสเปนยุค ติกี้-ตาก้า ที่กวาดแชมป์ระดับเมเจอร์ 3 รายการติดต่อกัน ตั้งแต่ยูโร 2008, ฟุตบอลโลก 2010 และ ยูโร 2012  ufa1688
หรือย้อนไปก่อนหน้านั้นสักทศวรรษ ทีมชาติฝรั่งเศสชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ฟร้องซ์ 98 ต่อด้วยยูโร 2000 ก็ถูกเชิดชูว่า “แกร่งทั่วแผ่น” เช่นกัน
ยังไงก็ตาม ถ้าย้อนไปถามสาวกรุ่นลุงๆ น้าๆ พวกเขามักตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า บราซิล ชุดแชมป์บอลโลก 1970 คือทีมชาติที่ดีที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา สาเหตุที่ทำให้ทีมชาติบราซิล 1970 ถูกยกให้เป็นโคตรทีมอันดับหนึ่งตลอดกาลของวงการ ก็เพราะพวกเขามีเกมรุกที่ดุดันภายใต้ระบบ 4-2-4 เล่นด้วยความเหนือชั้น และทำให้สาวกได้ดูอย่างตื่นตาตื่นใจ
บราซิลชุดนั้นใช้นักเตะที่ค้าแข้งในลีกประเทศตัวเองล้วนๆ แต่ถ้าพูดชื่อตัวหลักของทีมชุดดังกล่าว ถือว่าหลายๆ คนจัดว่าเป็นซูเปอร์สตาร์
คนที่ถูกพูดถึงเยอะที่สุดคือตำนาน “ไข่มุกดำ” อย่าง เปเล่ ร่วมด้วยคู่ศูนย์หน้าอย่าง ทอสเทา
ปีก 2 ข้างที่จี๊ดจ๊าดอันตรายสุดๆ อย่าง แจร์ซินโญ่ กับ ริเวลิโน่
ห้องเครื่องแดนกลางตัวมันสมองอย่าง แกร์สัน 
แต่อีกหนึ่งผู้เล่นที่สำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ และเป็นศูนย์รวมของทีมชุดนั้นคือ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ 
___________________________
วงการฟุตบอลบราซิลมอบฉายาให้ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ว่า “O Capitao” หรือถ้าเรียกเป็นภาษาไทยก็คือ “ท่านกัปตัน”
ลือกันว่าเขาคือแรงกระตุ้นในทีมที่สำคัญ ที่ทำให้เพื่อนๆ มีความเชื่อมั่นว่าจะทำให้บราซิลคว้าชัยชนะด้วยสไตล์ฟุตบอลที่สวยงามอีกครั้งได้ 
คือในปี 1966 บราซิลตกรอบแรกในศึกฟุตบอลโลกที่เมืองผู้ดี ทั้งที่ก่อนหน้านั้นได้แชมป์ 2 สมัยติดต่อกันในปี 1958 และ 1962 ทำให้ความภาคภูมิใจที่เคยเป็นทีมอันดับหนึ่งของวงการหดหายลงไปมาก
ความพิเศษในสนามของ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ อยู่ที่การเป็นแบ็กขวาที่เติมเกมลุกได้อย่างสุดยอด มีสกิลการเลี้ยงบอลที่ติดเท้า ขณะที่หน้าที่หลักอย่างการเข้าสกัดก็ทำได้อย่างแม่นยำ
ในช่วง 5-6 ทศวรรษที่แล้ว นักเตะเกมรับที่มีทักษะระดับนี้ถือว่าหาได้ยากมาก และถ้าจะถามหาแบ็กขวาที่พาบอลลุยขึ้นไปได้อันตราย อาจมีแค่เขาเพียงคนเดียว
ชื่อเสียงของเขาโด่งดังมาตั้งแต่สมัยเป็นดาวรุ่งวัยเพียง 19 ปีของฟลูมิเนนเซ่ ด้วยสไตล์การเล่นแบบนั้น ทำให้ในปี 1966 เขาถูกดึงตัวไปร่วมทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศอย่าง ซานโตส เพื่อไปประสานงานกับซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งแห่งยุคอย่าง เปเล่
___________________________
ค่าตัวที่ ซานโตส ซื้อตัวเขาจาก ฟลูมิเนนเซ่ เมื่อ 54 ปีที่แล้ว นับเป็นราคา Stats ของวงการฟุตบอลบราซิล นั่นคือ 200,000 ครูไซรอส ซึ่งเป็นสกุลเงินเก่า ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้สกุลเงินเรอัลอย่างในทุกวันนี้
ลือกันว่าเขาคือผู้เล่นที่มีแพชชั่นในเรื่องความต้องการชัยชนะสูงมาก และเป็นดาวเตะผู้เป็นแบบอย่างความเป็นมืออาชีพในห้องแต่งตัวตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้แม้แต่พวกรุ่นพี่ๆ ยังต้องให้ความยำเกรง
คาร์ลอส อัลแบร์โต้ มีอายุเพียง 22 ปีตอนที่ย้ายไปซานโตสใหม่ๆ แต่หลังจากที่เขาไปอยู่ที่นั่นเพียงปีเดียว เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมแทนอดีตตำนานอย่าง ซีโต้ ตั้งแต่ปี 1967 ตอนที่อายุยังไม่ทันครบเบญจเพส
หลังจาก ซานโตส แต่งตั้งเขาเป็นกัปตัน โดยมี เปเล่ เป็นหัวหอกตัวความหวัง ก็กวาดแชมป์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ไม่ว่าจะเป็นแชมป์เปาลิสต้า แชมเปี้ยนชิพ ในปี 1967, 1968, 1969 และ 1973 
โดยในปี 1968 ยังมีแชมป์เพิ่มอีก 2 รายการ คือ เรโกปา ซูลดาเมริกาน่า และ ทาซ่า เดอ ปราต้า ทำให้ ซานโตส ช่วงนั้นถูกกล่าวขวัญว่าเป็นทีมที่แกร่งไม่แพ้กับยักษ์ใหญ่จากยุโรป
___________________________
การเป็นศูนย์รวมจิตใจนักเตะของทีมที่แกร่งสุดของประเทศ และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ จะได้เป็นกัปตันทีมชาติชุดสู้ศึกฟุตบอลโลก 1970 ตั้งแต่รอบคัดเลือก
ศึกฟุตบอลโลก 1970 รอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ บราซิลระเบิดฟอร์มสุดดุ ด้วยการทำ Stats ชนะ 100% ทั้ง 6 นัดรวด ซัดคู่แข่งรวมกันถึง 23 ประตู และเสียประตูเพียง 2 ลูกเท่านั้น 
ยังไงก็ตาม ด้วยผลงานในเกมอุ่นเครื่องก่อนลงเตะรอบสุดท้ายที่ไม่น่าพอใจ ทำให้ บราซิล ต้องตัดสินใจเปลี่ยนแปลงกุนซือกะทันหัน จาก ชูเอา ซัลดันญ่า เป็นกุนซือหนุ่มอย่าง มาริโอ ซากัลโล่
การเปลี่ยนเฮดโค้ชทีมชาติก่อนสู้ศึกใหญ่เพียงไม่กี่เดือน น่าจะส่งผลกระทบกับความมั่นคงภายในห้องแต่งตัวพอสมควร แต่คนที่ช่วยให้สปิริตในทีมยังดีเยี่ยม ก็คือคนเป็นกัปตันอย่าง อัลแบร์โต้
บราซิลชุดสู้ศึกฟุตบอลโลก 1970 รอบสุดท้ายเป็นไปได้ด้วยแข้งหนุ่ม จากทั้งหมด 22 คนมีเพียง 2 คนที่อายุเกิน 30 ปี และมีนักเตะอายุน้อยกว่า 21 ปีอยู่ 6 คน ขณะที่ เปเล่ ที่เป็นสตาร์ตัวเก่งอายุ 29 ปี
คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ที่อายุ 25 ปี จึงเปรียบเสมือนกาวเชื่อมระหว่างพวกนักเตะอายุน้อยกับแข้งเก๋า ช่วยให้ทีมเล่นกันอย่างมุ่งมั่นในสนาม แต่ก็มีบรรยากาศความเป็นพี่น้องกันในห้องแต่งตัว

บราซิลชนะรวดทั้ง 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม แม้จะต้องอยู่ร่วมกับแชมป์เก่าอย่าง เมืองผู้ดี รวมถึง 2 ทีมจากยุโรปอย่าง โรมาเนีย และ เชโกสโลวาเกีย 
การเจอ เปรู ตามด้วย อุรุกวัย ในรอบน็อคเอาต์ พวกเขาก็ผ่านได้ด้วยชัยชนะอย่างสบายๆ
แม้ว่าตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ จะยิงประตูไม่ได้เลยสักลูก แต่พอเขาออกโรงเติมขึ้นไปยิงเองทั้งที มันกลับกลายเป็นลูกยิงที่ถูกยกให้เป็นประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล เท่าที่ฟุตบอลโลกเคยมีมา
ในเกมนัดชิงชนะเลิศที่ บราซิล พบกับ อิตาลี ทีมบราซิลยังโชว์ฟอร์มข่มขาดด้วยการนำห่างถึง 3-1 จนเข้าช่วงท้ายเกม
ต่อไปนาทีที่ 86 ทีมบราซิลต่อบอลสวนกลับอย่างลื่นไหล ก่อนไปจบด้วยจังหวะสุดท้ายที่ เปเล่ จ่ายออกไปยังที่ว่างทางขวาให้ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ตะบันวิ่งห้อขึ้นมาซัดแบบไม่ต้องจับ บอลพุ่งเสียบเสาเข้าไปอย่างเด็ดขาด และเป็นประตูปิดท้ายให้ บราซิล ทำ Stats ชนะทุกนัดตั้งแต่รอบคัดเลือกจนทวงแชมป์โลกสมัยที่ 3 ได้สำเร็จ
___________________________
อัลแบร์โต้ เคยพูดถึงประตูขึ้นหิ้งลูกนี้ว่าในตอนนั้น เขาแทบไม่มีแรงวิ่งเติมขึ้นไปยิงอยู่แล้ว เพราะการแข่งขันเข้าสู่ช่วงท้ายเกม แต่มันมีความรู้สึกพิเศษว่าเพื่อนร่วมสโมสรของเขา จะช่วยกันทำให้เขายิงลูกนี้ได้
“ตอนนั้นเรานำอยู่ 3-1 และทีมเราก็เริ่มเคาะบอลกันไปเรื่อยๆ แค่รอให้เวลาหมดไป ผมอยู่ในแดนหลัง พยายามสูดหายใจ ทั้งหมดที่ผมต้องการก็คือเมื่อไรผู้ตัดสินจะเป่าหมดเวลา”
“ต่อไป โคลโดอัลโด้ พาบอลผ่านคู่แข่ง 3 คนแล้วเมื่อเขาส่งต่อให้ ริเวลิโน่ ทางปีกซ้าย ผมจำได้ว่าโค้ชซากัลโล่ เคยบอกเอาไว้ ว่าให้ทีมเราพยายามดึงคู่แข่งไปทางฝั่งซ้ายของสนาม”
“ผมเหลือบมองและเห็นพื้นที่ฝั่งของผมเปิดกว้างมาก เพราะว่า แจร์ซินโญ่ โยกไปอยู่ทางซ้ายและดึง จาซินโต้ ฟัคเค็ตติ ตามไปตามติดเขา”
“ผมบอกกับตัวเองว่า “รอหน่อยเว้ย แล้วถ้าบอลไปถึง แจร์ซินโญ่ แล้วรู้สึกได้ว่าเขาจะส่งต่อให้ เปเล่ ตอนนั้นผมจะวิ่งขึ้นไป เพราะผมรู้ว่า เปเล่ จะจ่ายบอลให้ผมแน่”
“แล้วมันก็เกิดขึ้น ผมยิงสุดแรงเกิด และอยู่ๆ ก็มีแรงวิ่งสปรินท์จากระยะไม่ต่ำกว่า 50 เมตรไปถึงตำแหน่งที่ผมยิงได้”
___________________________
ยังไงก็ตาม หลังจากขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยการคว้าแชมป์โลกในปี 1970 รวมถึงพา ซานโตส คว้าแชมป์ เปาลิสต้า แชมเปี้ยนชิพ ได้อีกครั้งในปี 1973 เขาเข้าสู่ช่วงขาลงของอาชีพ ด้วยอาการเดี้ยงเข่าอย่างเรื่อยๆ
อาการเดี้ยงที่ว่า ทำให้ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ พลาดโอกาสมีชื่อติดทีมชาติบราซิลไปลุยศึกฟุตบอลโลก 1974 และทำให้ความเร็วในการเล่นของเขาตกลงจากเดิมเยอะ จึงต้องปรับตำแหน่งในช่วงบั้นปลายอาชีพไปเป็นเซนเตอร์แบ็กบ้าง ไม่ได้ประจำการทางฝั่งขวาตลอดเหมือนช่วงพีค
ในปี 1977 เขาย้ายไปร่วมทีม นิวยอร์ก คอสมอส ที่สหรัฐอเมริกา ทำให้ได้ร่วมงานกับซี้เก่าอย่าง เปเล่ อีกครั้ง 
เขากวาดแชมป์ เอ็นเอเอสแอล ซอคเกอร์โบวล์ แชมเปี้ยนชิพ ถึง 4 สมัย โดยมีช่วงไปเล่นให้ทีม แคลิฟอร์เนีย เซิร์ฟ สั้นๆ ก่อนกลับไปเล่นกับ นิวยอร์ก คอสมอส อีกครั้ง แล้วจึงแขวนสตั๊ดในปี 1982 ถือว่าอยู่ค้าแข้งจนกระทั่งถึงอายุ 38 ปี การยิงประตูในนัดชิงฟุตบอลโลกที่สมบูรณ์แบบ มีออร่าความน่าเกรงขามในสนาม และเป็นคนนำทีมชาติขึ้นรับถ้วย จูลส์ ริเม่ต์ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ทำให้ชื่อของ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ คือไอคอนที่วงการฟุตบอลบราซิลไม่มีทางลืม
 Stats ยิงไปถึง 8 ประตูจากการเล่นให้ทีมชาติเพียง 53 นัด ทั้งที่เป็นกองหลัง คือผลงานที่น่าทึ่งมากๆ 
แม้เขาจะเสียชีวิตไปแล้วในปี 2016 ด้วยวัย 72 ปีจากอาการหัวใจวาย แต่ความเป็นตำนานของเขาจากฟุตบอลโลกปี 1970 ยังคงถูกพูดถึงตลอดมา
.
บราซิลอาจจะมีแบ็กขวาระดับเทพในยุคหลังที่ไปโด่งดังในลีกยุโรปทั้ง คาฟู ตามด้วย ดานี่ อัลเวส แต่ทั้ง 2 คนที่ว่า ยังไม่อยู่ในระดับที่ถูกยกว่าเป็น “แบ็กขวาที่ดีที่สุดตลอดกาลของแดนบราซิล”
คงไม่เป็นการพูดผิดนัก ถ้าจะพูดว่า คาร์ลอส อัลแบร์โต้ คือไอดอลของแบ็กขวาชาวบราซิเลียนยุคหลังๆ ว่าต้องเล่นยังไง ถึงจะได้เป็นตำนาน
.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *